จุลินทรีย์กับการแพทย์

การใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ในด้านการแพทย์

จุลินทรีย์ คือ ?

               จุลินทรีย์ (จุลชีพ, จุลชีวัน, จุลชีวิน, Microorganism) คือ สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมากๆ และอาจไม่สามารถจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์บางอย่างช่วยในการสังเกต เช่น กล้องจุลทรรศน์  จุลินทรีย์(Microorganism)สามารถพบได้ในหลายสภาวะแวดล้อม เช่น บริเวณที่มีความเป็นกรดหรือด่างสูงมากๆ, ในบ่อน้ำพุร้อนที่มีความร้อนสูงมาก, ในที่มีสภาพน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิต่ำ, ที่ใต้ทะเลหรือใต้มหาสมุทรลึกๆที่มีแรงดันของน้ำสูงมากๆ, ในที่ไม่มีออกซิเจน เป็นต้น  มีทั้งที่เป็นอันตรายต่อการทำให้เกิดโรคกับพืช มนุษย์ สัตว์และที่เป็นประโยชน์ในการสร้างสารปฏิชีวนะทางการแพทย์ จุลินทรีย์(Microorganism)อาจเป็น สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว หรือ หลายๆเซลล์(Cell)ก็ได้

จุลินทรีย์กับการแพทย์

                ดร.อเล็กซานเดอร์เฟลมมิง เป็นบุคคลแรกที่ค้นพบว่าจุลินทรีย์พวกราเพนนิซิลเลียม (penicillium) สร้างสารปฏิชีวนะยังยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย สารปฏิชีวนะที่ค้นพบคือ เพนนิซิลิน ปัจจุบันมียาปฏิชีวนะมากมายหลายร้อยชนิด ยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่ที่ผลิตได้มาจากแบคทีเรียในกลุ่มของสเตรพโตมัยสีท (Streptomyces sp.) จุลินทรีย์ยังถูกนำมาใช้เป็นตัวกลางหรือเป็นโรงงานในการผลิตสารที่จำเป็นบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์และการรักษาโรค ซึ่งตามปรกติแล้วสารเหล่านี้จะสกัดมาจากคนหรือสัตว์ซึ่งให้ปริมาณน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้มีราคาแพง การผลิตโดยจุลินทรีย์อาศัยเทคนิคทางรีคอมบิแนนท์ดีเอนเอ หรือพันธุวิศวกรรม ทำให้เราสามารถทำการตัดต่อยีน ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสารชนิดนั้น ๆ จากสิ่งมีชีวิตที่ผลิตสารนั้นได้ (เช่น สัตว์) เข้ากับดีเอ็นเอพาหะ แล้วใส่เข้าไปในจุลินทรีย์เพื่อหลอกให้จุลินทรีย์สร้างสารเหล่านี้ขึ้นมา เรียกสารรีคอมบิแนนท์โดยมีคุณสมบัติเหมือนสารธรรมชาติจุลินทรีย์ตัวกลางที่นิยมใช้คือยีสต์ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าปลอดภัย เนื่องจากมนุษย์ใช้ยีสต์เหล่านี้เป็นอาหารมานานนับหลายพันปีแล้ว สารรีคอมบิแนนท์หลายชนิดที่รู้จักกันดีทางการแพทย์คือ

  1. อินซูลิน เป็นสารที่มีความสำคัญในการควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดสมัยก่อนสารอินซูลิน เตรียมจากสารสกัดจากตับอ่อนของหมูในปัจจุบันมีการผลิตรีคอมบิแนนท์อินซูลินจากแบคทีเรีย อีโคไล (Escherichia coli ) หรือยีสต์ (Saccharomyces cerevisiae)
  2. ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตในคน เป็นฮอร์โมนที่หลั่งมาจากต่อมใต้สมอง เพื่อควบคุมการเจริญของมนุษย์ ในสมัยก่อนแยกฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองเท่านั้น ต่อมามีการผลิตรีคอมบิแนนท์ฮอร์โมนโดยใช้ รีคอมบิแนนท์แบคทีเรียอีโคไล (Escherichia coli ) และมีการปรับโครงสร้างบางส่วนของฮอร์โมน ทำให้มีผลการรักษาได้ดียิ่งขึ้น

      3.วัคซีนสำหรับป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ไวรัสตับอักเสบมีผลทำลายตับและอาจถึงตายถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ดีขณะนี้มีการ               ผลิตวัคซีนการค้าจากยีสต์(Saccharomyces cerevisiae)

  1. การผลิตวัคซีน ทอกซอยด์และเซรุ่ม เช่น

            – polio vaccine ใช้ป้องกันโปลิโอ

            – small pox vaccine ใช้ป้องกันไข้ทรพิษ

            – rabies vaccine ใช้ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

  1. การผลิตสตีรอยด์สตีรอยด์เป็นสารเคมีที่มีความสำคัญต่อร่างกาย นำไปใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆ เช่น โรคข้ออักเสบ โรคปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ โรคเม็ดเลือดขาวมาก จุลินทรีย์ที่สามารถสังเคราะห์สตีรอยด์ได้ เช่น Clostridium , Streptomyces , Rhizopus , Aspergillus
  2. การผลิตวิตามิน เชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดสามารถใช้ในการผลิตวิตามินบีสอง

               นับตั้งแต่มีการค้นพบสารที่มีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะและมีการเสนอสารดังกล่าวเป็นยารักษาโรค   จนกระทั่งได้มีการผลิตเพนิซิลลิน  Penicillin  เป็นสารปฏิชีวนะตัวแรกที่ผลิตได้ในอุตสาหกรรม   โดยดัดแปลงมาจากวิธีของเฟลมิง  (Alexander  Fleming) ในห้องปฏิบัติการ  ให้ผลิตเป็นการค้าได้และเป็นการเปิดทางให้ผลิตยารักษาโรคตัวอื่น ๆได้ด้วย     จุดประสงค์หลักก็เพื่อใช้เป็นยาในการรักษาโรคติดเชื้อในมนุษย์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง    สารปฏิชีวนะจึงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในการนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคติดเชื้อในมนุษย์

                เทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์ความรู้จากการวิจัยจีโนม(Genome) ทำให้นักวิจัยรู้สึกถึงระดับยีน(gene)สิ่งมีชีวิต รู้ว่ายีน(gene)ใดอยู่ที่ไหนบนโครโมโซม(chromosome) หรือนอกโครโมโซม(chromosome) สามารถสังเคราะห์ชิ้นส่วนนั้นได้ หรือตัดออกมาได้ แล้วนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องต่างๆ ตัวอย่าง เช่น

                 – การตรวจโรค เมื่อสามารถสังเคราะห์ชิ้นส่วนของดีเอ็นเอ (DNA) หรือยีน (gene)ได้แล้ว ก็สามารถพัฒนาเป็น molecular probes สำหรับใช้ในการตรวจโรคต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                 – การพัฒนายารักษาโรคและวัคซีน ยารักษาโรค และวัคซีน ใหม่ๆ ผลิตโดยวิธีพันธุวิศวกรรม (genetic engineering)ในจุลินทรีย์ หรือ recombinant DNA ทั้งสิ้น

                 – การสับเปลี่ยนยีนด้อยด้วยยีนดี (gene therapy) ในอนาคต เมื่องานวิจัยจีโนมมนุษย์สำเร็จ ความหวังของคนที่ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรม อาจมีหนทางรักษาโดยวิธีปรับเปลี่ยนยีน (gene)ได้

สารปฏิชีวนะ

                สารปฏิชีวนะ หมายถึง สารที่ใช้รักษาโรคต่างๆ โดยสร้างได้จากจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง เพื่อไปยับยั้งหรือทำลายการเจริญของจุลินทรีย์อีกชนิดหนึ่ง โดยไม่ทำอันตรายต่อผู้ใช้ ตัวอย่างสารปฏิชีวนะที่สร้างจากแบคทีเรีย เช่น สเตรปโตไมซิน คลอเตตราไซคลิน หรือ ออริโอไมซิน ออกซีเตตราไซคลิน หรือเทอราไมซิน คลอแรมเฟนิคอล อิริโธรไมซิน แอมโฟเทอริซิน บาซิตราซิน เป็นต้น

1

Penicillum  sp.

                เป็นเชื้อราที่พบได้ทั่วไป  ที่มีประโยชน์ในการใช้ทำเป็นสารปฏิชีวนะ  เช่น   เพนิซิลลิน     ซึ่งผลิตจาก   Penicillium   notatum   และ   Penicillium  chrysogenum     บางพวกสามารถสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยสร้างแอสโคสปอร์   ส่วนใหญ่มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยสร้างโคนิเดียซึ่งเกิดที่ปลายสเตอรมา  โคนิดีฟอร์จะแตกกิ่งก้านคล้ายแปรง(นงลักษณ์และปรีชา,2547

4

เพนิซิลลิน  (Penicillin)

               เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้กันมากที่สุดมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย  โดยจะเปลี่ยนแปลงและขัดขวางการสร้างผนังเซลล์ทำลายพวกเปปติโดกลัยแคน (Peptidoglycan) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สำคัญและทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง  ใช้ได้ผลดีกับในเชื้อแบคทีเรียกรัมบวก  เพราะแบคทีเรียกรัมลบจะมีพวกไลโปโพลีแซคคาไลด์  เป็นโครงสร้างผนังเซลล์ที่สำคัญ  จึงทำให้ใช้รักษาการติดเชื้อที่เกิดจากกรัมบวกได้ผลดีกว่าแกรมลบ

5

 

จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

               แบคทีเรียที่ดีจะเกิดขึ้นเองในระบบการย่อยอาหาร ไม่ใช่แค่เพียงช่วยเสริมสร้างการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเท่านั้น แต่ยังผลิตไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ปริมาณน้อย ๆ เพื่อกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกาย คุณประโยชน์เหล่านี้ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ช่วยรักษาและป้องกันร่างกาย เมื่อเพิ่มการใช้แอนตี้ไบโอติค (ช่วยต่อต้านแบคทีเรีย หรือเชื้อโรคอื่น ๆ) แบคทีเรียนี้จะขยายตัวเพื่อช่วยควบคุมเชื้อโรค และช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ซึ่งโปรไบโอติคนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยให้ความสมดุลในระบบลำไส้ จึงเป็นประโยชน์ และเป็นแบคทีเรียชนิดที่ดีที่ช่วยย่อยสิ่งที่กินเข้าไปและต่อต้านเชื้อโรคในลำไส้

               โปรไบโอติกส์คือชื่อเรียกแบคทีเรียชนิด “มีประโยชน์” ซึ่งอยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำหน้าที่ต่อสู้แบคทีเรียชนิด “มีโทษ” ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการเจ็บป่วยเกี่ยวกับการย่อยอาหาร เช่น ท้องอืดและกลุ่มอาการบีบตัวผิดปกติของกระเพาะและลำไส้ “ปัจจัยต่างๆ เช่น ความเครียดและการกินยาปฏิชีวนะจะไปรบกวนจำนวนแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในตัวเรา ดร. เกลน กิบสัน ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยาอาหาร มหาวิทยาลัยรีดดิงของอังกฤษกล่าวว่า โปรไบโอติกส์ (Probiotics) หมายถึง แบคทีเรียในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ ในรูปที่เป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เมื่อรับประทานด้วยปริมาณที่พอเหมาะจะส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค เช่น โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวหลากหลายยี่ห้อในท้องตลอด แต่ไม่นับรวมถึงนมเปรี้ยวพร้อมดื่มประเภทยูเอชที เพราะไม่มีแบคทีเรียกรดนมเหลืออยู่ เนื่องจากผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อที่ความร้อนสูง นอกจากผลิตภัณฑ์สำหรับคนแล้ว ในปัจจุบัน ยังมีโปรไบโอติกส์สำหรับเสริมสุขภาพของปศุสัตว์และประมง นอกจากใช้ในอุตสาหกรรมอาหารแล้ว โปรไบโอติกส์ก็ยังถูกใช้ในการรักษาโรคทางเดินอาหาร ในการทดลองทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย อาทิ การใช้ Lactobacillus rhamnosus GG ในการบรรเทาและป้องกันอาการท้องร่วงในเด็กทารก การใช้ Bifidobacteria และ Lactobacilli รวมกันในการรักษาอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง และช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินอาหารและการเสียชีวิตในทารกที่คลอดก่อนกำหนด

              โปรไบโอติก เป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิตที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของคนและสัตว์ จุลินทรีย์ในกลุ่มนี้ทำให้เกิดสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร โดยการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น และลดปริมาณจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ

              จุลินทรีย์โปรไบโอติกได้แก่เชื้อจุลินทรีย์ในกลุ่มแบคทีเรียแลคติก โดยเฉพาะเชื้อ Lactobacillus acidophilus และ Bifidobacterium spp. มีการนำจุลินทรีย์กลุ่มนี้มาผลิตอาหารหลายชนิด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นมหมัก ผักดอง และเนื้อหมัก และมีการผลิตในรูปของแคปซูลและเม็ดออกมาจำหน่ายตามท้องตลาด นอกจากนี้มีการนำไปใช้ในอาหารสัตว์เร่งการเจริญเติบและป้องกันการเกิดโรค

เซรุ่ม

               เซรุ่ม เป็นภูมิคุ้มกันโรค ที่ฉีดเข้าร่างกาย เพื่อรักษาโรคได้ทันที อย่างเช่น เซรุ่ม กับการรักษาอาการของงูกัด แต่ก็มีข้อเสีย คือ ผู้ที่ได้รับเซรุ่มอาจเกิดอาการแพ้รุนแรงเกิดขึ้นได้

               เซรุ่ม เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า serum. เป็นคำเรียกของเหลวใสสีเหลืองอ่อน ซึ่งลอยอยู่เหนือลิ่มเลือด ถ้าเจาะเลือดออกมาใส่หลอดแก้วตั้งทิ้งไว้ เลือดจะแข็งตัวเป็นลิ่มเลือดแล้วจะหดตัว, เซรุ่มจะลอยอยู่เหนือลิ่มเลือดนั้น.

               เซรุ่มที่รู้จักกันทั่วไป คือ ของเหลวใสที่สกัดจากเลือดสัตว์บางชนิด เช่น เลือดม้า เลือดกระต่าย, โดยม้าหรือกระต่ายนั้นได้รับพิษงู หรือ ทอกซอยด์ (toxoid) ของเชื้อโรคบางชนิด เช่น โรคคอตีบ เพื่อให้ม้าหรือกระต่ายเกิดภูมิคุ้มกันพิษงูหรือโรคนั้น. เมื่อสกัดเซรุ่มจากเลือดม้า เลือดกระต่ายพวกนี้มาฉีดให้คน ก็จะแก้พิษงูหรือทำให้คนเกิดภูมิคุ้มกันโรคนั้น ๆ ได้

                เซรุ่ม (Serum) เป็นภูมิคุ้มกันโรคที่ฉีดเข้าร่างกายแล้วร่างกายสามารถนำไปใช้รักษาโรคได้ทันที เพราะเซรุ่มเป็นแอนติบอดีที่ สัตว์สร้างขึ้น เซรุ่มอาจทำได้โดยฉีดเชื้อโรค ที่อ่อนฤทธิ์ลงแล้วเข้าไปใน ม้าหรือกระต่าย เมื่อม้าหรือกระต่ายสร้างแอนติบอดีขึ้นในเลือด เราจึงดูดเลือดม้าหรือกระต่ายที่เป็น น้ำใส ๆ ซึ่งมีแอนติบอดีอยู่ นำมาฉีดให้กับผู้ป่วย ตัวอย่างของเซรุ่ม เช่น เซรุ่มป้องกันโรคคอตีบ เซรุ่มป้องกันโรคบาดทะยัก เซรุ่มป้องกัน โรคไอกรน เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เซรุ่มแก้พิษงู เป็นต้น

วัคซีน (Vaccine)

               เป็นยาชนิดหนึ่งซึ่งประกอบด้วยเชื้อโรคที่ตายแล้ว หรือถูกทำให้มีฤทธิ์อ่อนลงจนไม่เป็นอันตราย ใช้สำหรับฉีดหรือกิน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดภูมิคุ้มกันโรคซึ่งเกิดจากเชื้อนั้นๆ อาทิเช่น วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคคอตีบ ก็ประกอบด้วยเชื้อคอตีบ (ซึ่งเป็นแบคทีเรีย) ที่ตายแล้ว เมื่อเอามาฉีดให้เด็กขณะที่ยังแข็งแรงดี ร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกันโรคคอตีบ ต่อมาถ้าหากเด็กคนนี้อยู่ใกล้กับคนที่เป็นโรคคอตีบ แม้จะรับเชื้อเข้ามาก็มีภูมิคุ้มกันคอยช่วยทำลายเชื้อคอตีบที่อาจจะรุกล้ำเข้ามาได้ ก็จะไม่เกิดเป็นโรคคอตีบเปรียบเสมือนการซ้อมรบของกองทหาร คือ เอาศัตรูปลอมๆ (เทียบได้กับวัชพืช) ทำทีว่าเข้ามารุกรานประเทศของเรา เพื่อให้ทหารหาญของเรา (เทียบได้กับเม็ดเลือดขาว และกลไกการสร้างภูมิคุ้มกัน) เกิดความตื่นตัวและเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับศัตรู เมื่อเกิดมีศัตรูจริง (เทียบได้กับเชื้อโรค) เข้ามา ทหารหาญของเราที่เตรียมพร้อม (ภูมิคุ้มกันโรค) ก็จะทำลายศัตรูได้ฉับพลันทันที ในปัจจุบัน มีโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน เช่น วัณโรค ไอกรน คอตีบ บาดทะยัก โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน คางทูม ไทฟอยด์ พิษสุนัขบ้า ตับอักเสบจากไวรัสชนิดบี สมองอักเสบ เป็นต้น

การสร้างภูมิคุ้มกันโรคโดยการใช้วัคซีนหรือเซรุ่มนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนี้

ข้อดีของวัคซีน คือ ไม่เกิดอาการแพ้รุนแรง และทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคอยู่ได้นาน ส่วนข้อเสียของ

                วัคซีน คือ ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้ทันที

 ข้อดีของเซรุ่ม คือ ร่างกายสามารถนำเซรุ่มไปใช้ต้านทานโรคได้ทันที แต่ก็มีข้อเสีย คือ ผู้ที่ได้รับเซรุ่มอาจเกิดอาการแพ้รุนแรงเกิดขึ้นได้

การนำวัคซีนหรือเซรุ่มเข้าสู่ร่างกายทำได้หลายวิธี คือ

  • การฉีด เช่น วัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์ วัคซีนป้องกันวัณโรค เป็นต้น
  • การกิน เช่น วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ
  • การพ่น เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก
  • การปลูกฝี เช่น วัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ ปัจจุบันนี้ไม่ต้องปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษแล้ว เพราะองค์กรอนามัยโลก(WHO) ได้ประกาศที่เมืองไนโรบี ประเทศเคนยา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2522 ว่าไข้ทรพิษได้สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้ว

ยกตัวอย่างเซรุ่ม

เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

                เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นเซรุ่มส่วนของน้ำใสของเลือดที่ ได้จากม้าหรือคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ในเซรุ่มจะมีโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันต่อโรคพิษสุนัขบ้าในปริมาณ ที่มากเซรุ่มจะไปทำลายเชื้อไวรัสในร่างกายของผู้ถูกสุนัขบ้ากัด โดยการฉีดรอบ ๆ แผลก่อนจะก่อโรค และก่อนที่ภูมิต้านทานของร่างกายจะสร้างขึ้น ด้วยเหตุนี้การให้เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ผลดีที่สุด แต่เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจากเลือดม้า และศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย ได้ผลิตเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจากเลือดคน เพื่อใช้เองภายในประเทศ โดยขอรับบริจาคโลหิตจากคนที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าครบแล้วและต้อง การเข้าโครงการเพื่อทำบุญ กรุณาติดต่อ กรุณาติดต่อ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ทุกวันเวลาราชการ

เซรุ่มแก้พิษงู

               เซรุ่มคือสารซึ่งผลิตขึ้นจากพิษงู หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจกว่านั้น เซรุ่มก็คือน้ำเหลืองจากเลือดของสัตว์ เช่นม้า ที่ได้รับการฉีดพิษงู ที่ถูกผสมให้จางตามวิธีการ ทีละน้อย จนมีความต้านทานพิษงูได้ดี แล้วดูดเลือดจากม้า เอาน้ำเหลืองของเลือดซึ่งได้กลาย เป็นเซรุ่ม แล้ว มาฉีดคนที่ถูกงูกัดแก้พิษงูได้ ประเทศไทย มีหน่วยราชการ คือ สถานเสาวภา ของกองวิทยาศาสตร์ สภากาชาดไทย เป็นสถานที่ผลิตเซรุ่มที่มีชื่อเสียง นอกจากจะผลิตขึ้นใช้ภายในประเทศแล้ว หลายประเทศยังซื้อไปใช้ด้วย เซรุ่มที่ผลิตขึ้นในระยะแรก ๆ เป็นเซรุ่มชนิดน้ำ จะมีอายุใช้ได้ภายในเวลา 2 ปี นับจากเมื่อเสร็จจากกรรมวิธีการผลิต ต้องเก็บไว้ในห้องเย็นซึ่งยากต่อการรักษา ปัจจุบันการผลิตก้าวหน้าขึ้น คือสามารถผลิตเซรุ่มชนิดแห้งได้ เมื่อจะใช้ก็ผสมกับน้ำกลั่นเหมือนยาฉีดชนิดอื่น ๆ เซรุ่มแห้งมีอายุใช้ได้นานกว่า 5 ปี

 

BY…KRUNAMKHANG

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s